HASHTAG-TAT-SOUTH.png

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

1600 ถ. เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ประเทศไทย

โทรศัพท์ : 662 250 5500  |  ศูนย์บริการข่าวสารท่องเที่ยว ททท. 1672

HASHTAG-TAT-SOUTH.png

SURATTHANI

สุราษฎร์ฯ คลองร้อยสาย สัมผัสวิถีชีวิตชาวคลองภาคใต้ริมแม่น้ำตาปี

สำหรับทริปนี้ เราจะเน้นไปที่การล่องเรือหางยาวที่คลองร้อยสายทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เส้นทางล่องเรือแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่หากมีการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์จากต้นจากและจอดแวะตามจุดต่างๆ ด้วย ก็อาจยืดไปเป็น 3 ชั่วโมงได้ แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน สไตล์ใครสไตล์มัน : ) 

เราได้นัดกับพี่ภาณุไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมาล่องเรือหางยาวชมธรรมชาติกันตอนหกโมงเช้า แต่หากใครอยากชมพระอาทิตย์ขึ้น ก็นัดเช้ากว่านี้ได้อีกหน่อยนะ

คลองร้อยสายอยู่ในบางแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เรียกกันว่าคลองร้อยสายเพราะว่าที่นี่เป็นดินแดนที่รวมคลองเล็กคลองน้อยมากมายนับร้อยสาย ประกอบไปด้วยชุมชนมากถึง 6 ตำบล คือ ต.บางใบไม้ ต.บางชนะ ต.คลองฉนาก ต.บางไทร ต.คลองน้อย และ ต.บางโพธิ์

และบุคคลที่จะพาเราไปล่องเรือในวันนี้ก็คือออออ

ระหว่างทางก็เห็นต้นไม้มากมายเลย รู้สึกได้ว่าที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก  แต่ที่รู้สึกว่าไม่คุ้นตาก็คือเจ้าแท่งๆ ที่แทงขึ้นมาจากน้ำแบบนี้ นี่ไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ เรียกว่า “รากอากาศ” เป็นรากพิเศษที่ช่วยดูดความชื้นจากอากาศเข้าสู่ลำต้น มีในพืชหลายชนิด เช่น ต้นไทร กล้วยไม้ ลำพู เป็นต้น

นอกจากจะเห็นต้นไม้แล้ว ยังมีชุมชน มีบ้านหลากหลายแบบให้เลือกมอง สังเกตว่าส่วนมากจะเป็นบ้านไม้ที่เป็นเสาและบันไดปูน พี่ภาณุบอกว่าที่เลือกใช้ปูนก็เพราะว่ามีราคาเหมาะสม และที่สำคัญคือ ป้องกันการผุกร่อนของบ้านนั่นเอง

ระหว่างทางพี่ภาณุก็เจอคนรู้จักบ้าน มีชะลอเรือเม้ากันเล็กน้อย คุยกันเรื่องเรือรุ่นใหม่ ถ้าเป็นเราก็คงอารมณ์เพื่อนซื้อรถใหม่ ถามว่ารุ่นนี้เป็นยังไง เครื่องเป็นยังไง 

ล่องไปเรื่อยๆ จากวิวบ้านก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นวิวต้นไม้หนาตา

นี่สินะ ถึงได้ชื่อว่าเป็นป่าอะเมซอนของไทย มันใช่จริงๆ!

ล่องไปเรื่อยๆ จะเจอพืชผักที่เป็นอาหารได้หลายอย่าง หลักๆ ก็คือมะพร้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักขอวคนที่นี่ หรือเป็นพืชแปลกๆ ก็มีนะ เช่น “ลูกเขาคัน” หรือลูกเถาคันนี้ กินได้เฉพาะสีเขียว เอาไปแกงส้มอร่อยมาก 

“เจ้าลูกเขาคันสีดำ กินไม่ได้นะ” พี่ภาณุบอก แล้วเล่าต่อว่า เคยหลอกผู้โดยสารว่าเป็นองุ่นน้ำแล้วผู้โดยสารก็เชื่อ จากหน้าเข้มๆ ตอนแรก ตอนนี้แกเล่าไปขำไปใหญ่เลย คิดในใจว่า ถ้าหลอกหนู หนูก็เชื่อค่ะ555 มันก็เหมือนจริงๆ นี่หน่า TT

ถึงตรงนี้ อยากให้ทุกคนได้ฟังพี่ภาณุเล่าเองจริงๆ พี่เค้ามีความตั้งใจ อยากให้เราได้รู้ ได้สัมผัสใกล้ๆ คอยจอดเมื่อเห็นเราถ่ายรูปตามทาง อยากหยุดตรงไหนบอกแกได้เลย 

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดไฮไลท์ “อุโมงค์จาก” การแชะกับรูนี้ถือเป็นเหมือนจุดเช็คอิน ว่ามาถึงแล้วนะจ๊ะ สวยงาม อากาศเย็นสบาย รู้สึกอบอุ่นเหมือนกับต้นจากโน้มตัวลงมาโอบกอด ฮ่าๆ 

“ถ่ายให้รูปนึง” พี่ภาณุรีเควส อยากเช็คอินด้วยคน ฮา

ต่อไปจะเป็นการสาธิตเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตโดยพี่ภาณุจ้า ซึ่งทั้งหมดที่พี่ภาณุสาธิตให้ดูในวันนี้ สามารถขอลองทำด้วยได้ทั้งหมด (ลองสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม)

อันดับแรก “มวนยาด้วยใบจาก” สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น!!  วิธีก็คือ ลอกเปลือกจากออกมา แล้วนำมามวนยาเส้นได้เลย พี่ภาณุบอกว่ารสชาติดีกว่ากระดาษเยอะ ฝรั่งชอบกันมาก สั่งใบจากแบบอบแห้งกลับบ้านกันไปคนละหลายกล่องเลย (พี่เค้ามวนให้ดูเฉยๆ ไม่มียาเส้นน้า)

ต่อไป คือ “หมาน้ำ” ภูมิปัญญาเมืองใต้ที่แท้ทรู! เจ้าหมาน้ำเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนสมัยก่อนทำไว้ใช้ตักน้ำ อาจจะตักใส่โอ่ง วิดน้ำออกจากเรือ หรือใส่เครื่องดื่มแล้วหิ้วเหมือนถุงน้ำอัดลมใส่น้ำแข็งก็ได้ ลองใช้ตักน้ำขึ้นมาก็ไม่รั่วจริงๆ เห็นแบบนี้อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่รั่ว แต่ถ้ามาดูตอนทำก็จะรู้เลยว่าเค้าทำแบบแน่นหนาจริงๆ ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ใส่น้ำได้เลย แถมหน้าตาก็น่ารักอีก 

“ปลาตะเพียนสาน” เป็นปลาตะเพียนตัวเล็กๆ ที่สานมาผูกไว้กับใบจากที่เป็นส่วนก้านใบแล้วนำมาเหลาเป็นก้านเล็กๆ ชิ้นนี้พี่ภาณุเล่าว่าเด็กๆ ฝรั่งชอบกันมาก เล่นไม่วางมือเลย เพราะมันเด้งดึ๋งไม่หยุดด้วยความเหนียวของก้านใบจาก และน้ำหนักของปลา ไม่มีสวิทช์ปิดซะด้วยนะ หยุดไม่ได้นอกจากวางลงพื้น

“ตับจาก” ชิ้นนี้ทีเด็ด สร้างงานสร้างอาชีพ คนท้องถิ่นแถวนี้เย็บตับจากขายให้คนเอาไปมุงหลังคาเป็นอาชีพหลักมาหลายคนแล้ว เจ้าตับจากนี้สามารถมุงหลังคาได้สองสามปีเชียวนะ และความรู้ใหม่สำหรับเราก็คือ เจ้านี่แหละคือที่มาของคำว่า “ร้อนตับแตก” ที่แท้ตับก็หมายถึงตับจากที่มุงหลังคา ไม่ใช่ตับคนแต่อย่างใด ถ้าเอามาตัดปลายให้เท่ากันก็นำมาใช้พัดได้ แถมยังรองนั่งได้อีก มัลติฟังก์ชั่นสุดๆ

สุดท้าย ได้ลูกจากมาเป็นที่ระลึกด้วย แถมด้วยของที่พี่ภาณุทำให้ดูทุกชิ้น หอบกลับเป็นหอบใหญ่ๆ ประทับอกประทับใจมากในราคาแค่ 300 บาท (แต่หากใครจะขอเพิ่มกิจกรรมเพิ่มเติม ลองสอบถามราคาแกอีกทีนะ)

เนื่องจากแกบริการล่องเรือดีมาก จึงตัดสินใจว่าจะล่องเรือกับพี่ภาณุคนเดิมเพื่อชมหิ่งห้อย เพราะประทับใจในการตั้งใจให้ความรู้ของแกมาก การมีคนคอยบรรยายนี่เพลินกว่าล่องเรือไปเรื่อยๆ เยอะเลย หลายอย่างก็ไม่สามารถหาอ่านได้ในอินเตอร์เน็ทนะ ต้องปิดคอมแล้วมาเที่ยวเองเท่านั้น!

ขออนุญาตคั่นรายการการล่องเรือเช้าค่ำของเราด้วยจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งนี้ “สะพานศรีสุราษฎร์” สะพานคอนกรีตคู่ข้ามแม่น้ำตาปี สามารถเห็นได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกเลย เดินถ่ายรูปเพลินมากๆ 

พี่ภาณุนัดเราเวลาหนึ่งทุ่มที่ท่าเรือ เพราะหากไม่มืดสนิท เจ้าหิ่งห้อยก็จะไม่ออกมาให้เห็น การถ่ายภาพหิ่งห้อยห้ามใช้แฟลช ห้ามเสียงดัง ไม่งั้นหิ่งห้อยจะหนี ขอบอกว่า หิ่งห้อยที่นี่เยอะมาก เรียกว่าเยอะที่สุดในชีวิตที่เคยเห็นมาเลย เหมือนไฟประดับต้นคริสต์มาส (แต่มีหลายต้น และมีตลอดทาง) จะพูดว่านับล้านตัวก็ไม่ได้เกินจริงเลย ตื่นตาตื่นใจกับความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำตาปีแห่งนี้สุดๆ อยากให้ทุกคนมาด้วยตาตัวเองจริงๆ : ) 

สุดท้ายนี้ ประทับใจพี่ภาณุมาก แกตั้งใจให้ความรู้ ตั้งใจเล่าเรื่องราวจริงๆ แถมจอดรอเราถ่ายภาพอย่างใจเย็น ไม่มีรีบเลย และที่สำคัญราคาก็ดีมาก ค่าเรือแกคิดเหมาลำ 300 บาทเท่านั้น (ราคานี้ตั้งแต่ 1-6 คน เกิน 6 คนคิดราคาคนละ 50 บาท) ที่นี่มีกิจกรรมเรียนรู้วิถีชาวลุ่มน้ำตาปีด้วยนะ ลองโทรสอบถามแกได้โดยตรง หรือใครสนใจล่องเรือกับแกก็โทรนัดได้ 086-267-6695 แกฝากมาบอกว่า โทรได้ 24 ชั่วโมง ถ้าโทรแล้วไม่รับ โทรซ้ำได้ไม่มีปัญหาจ้า

อ่านรีวิวแล้วมาร่วมทำรีวิวกันในกิจกรรมประกวดรีวิวจังหวัด

เมืองรองแดนใต้ ชิงเงินรางวัลกว่า

200,000 บาท