HASHTAG-TAT-SOUTH.png

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

1600 ถ. เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ประเทศไทย

โทรศัพท์ : 662 250 5500  |  ศูนย์บริการข่าวสารท่องเที่ยว ททท. 1672

HASHTAG-TAT-SOUTH.png

อ่านรีวิวแล้วมาร่วมทำรีวิวกันในกิจกรรมประกวดรีวิวจังหวัด

เมืองรองแดนใต้ ชิงเงินรางวัลกว่า

200,000 บาท

7 Wonders of Songkhla

 

“อ้าว ตกลงถนนย่านเมืองเก่าสงขลา คือยุคที่สามแล้วเหรอ ยังมีเมืองเก่าสงขลายุคแรกและยุคสองอีกเหรอ”

 

มาย้อนเวลาเที่ยวชมความรุ่งเรืองของเมืองเก่าสงขลายุคอดีตกันเถอะอยู่แค่ตรงข้ามย่านเมืองเก่าสงขลาในปัจจุบันนี้เอง :) 

ทริปนี้ เราโชคดีมากที่ได้มาสัมผัสความงามที่ซุกซ่อนในตัวเมืองสงขลายุคเก่าที่ชุมชนหัวเขา อำเภอสิงหนครแห่งนี้ แถมความโชคดีกว่าคือ เราได้ฟังเรื่องราวของเมืองเก่าจาก “แบอี” ผู้นำชุมชนจากสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อถูกเติมเต็มด้วยเรื่องราวจากแบอี ก็ยิ่งทำให้ทริปนี้เป็นทริปที่สนุกสมบูรณ์แบบไปเลย

7 wonders ของเราวันนี้ ประกอบไปด้วย 

📍 "เจดีย์องค์ขาว องค์ดำ” ที่ยอดเขาแดง

📍 กำแพงเมือง

📍 ป้อมปราการหมายเลข ๙

📍 วัดสุวรรณคีรี

📍 วัดบ่อทรัพย์

📍 วัดศิริวรรณาวาส

📍 บ่อเก๋ง

ทุกคนก็ตามมาได้นะ เค้ามีโปรแกรมทัวร์ให้เลือกหลายแบบเลย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่

คุณหนิง 089-898-4088

พร้อมกันรึยังจ๊ะ :) 

หลังจากกินอาหาร ดื่มกาแฟกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มายังจุดนัดพบ นั่งเรือออกจากท่าเรือที่ย่านเมืองเก่าสงขลา ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงแล้ว : ) 

จุดแรกวันนี้คือเขาแดง จุดมุ่งหมายคือขึ้นไปยังยอดเขา เพื่อชมเจดีย์องค์ขาว องค์ดำ

 

การเตรียมตัว :  ใส่กางเกงขายาวแบบเดินคล่องตัว เสื้อสบายๆ และรองเท้ารัดส้นหรือผ้าใบ (เราใส่รัดส้น) อย่าพกของขึ้นไปเยอะ มันหนัก! และอย่าลืมพกน้ำดื่มขวดเล็กๆ ติดตัวขึ้นไปด้วย (ซึ่งเราลืม! หิวน้ำชะมัด TT)

 

**CAUTION**

แบอีบอกว่าใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 20 นาที ซึ่ง เรา เข้า ใจ ผิด! เพราะ 20 นาทีมันคือจากป้อมปราการหมายเลข ๘ ไปถึงเจดีย์องค์ขาว องค์ดำที่จุดยอดเขาเท่านั้นจ้า! ดังนั้น ระยะเวลาตลอดเส้นทางจะประมาณ 40 นาทีไปจนถึงชั่วโมงกว่าๆ ตามความแกร่งของร่างกายแต่ละบุคคล 

ภูเขาแห่งนี้ปรากฎป้อมปราการอยู่หลายป้อม ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอดีตเมืองท่าสงขลาแห่งนี้ เห็นได้ว่าป้อมปราการแต่ละจุดได้ถูกติดตั้งไว้ต่างทิศทางและต่างบริเวณความสูง นอกจากเป็นเรื่องการสอดส่องข้าศึกได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังมีผลต่อระยะการยิงปืนใหญ่ด้วย 

เนื่องจากปืนใหญ่ในสมัยก่อนจะมีรัศมีการยิงเพียงแบบเดียว การตั้งป้อมปราการไว้ที่ระยะความสูงต่างกันจะทำให้สามารถยิงได้ตามระยะที่ต้องการ ยิ่งป้อมอยู่สูง ระยะยิงก็จะไกลขึ้น 

เดินมาสักพักจะเห็นป้ายทางแยกแบบนี้ ถ้ามุ่งหน้าตรงไปยอดเขาก็ไปทางขวาได้เลย แต่วันนี้เราจะแวะชมป้อมปราการหมายเลข ๘ กันด้วย ดังนั้นเราเลี้ยวซ้ายจ้ะ :) ปล. อีกเหตุผลจริงๆ ก็คือ เหนื่อย ขอพักก่อน

นั่นไง เห็นจุดพักลิบๆ แล้ว

ป้อมปราการหมายเลข ๘ เป็นจุดที่สามารถมองเห็นได้ทั่วทุกเส้นทาง หากมีเรือข้าศึกบุกมาทางน้ำ เพราะมองไปเห็นทั้งฝั่งแหลมสนและฝั่งหัวเขาแดง เป็นป้อมเดียวที่เรายังเห็นปืนใหญ่อยู่ด้วยนะ (ถึงจะขนาดเล็กหน่อยก็ตาม) 

แต่ในสมัยนี้ ป้อมนี้ก็ยังมีฟังก์ชั่นการชมวิวที่ได้อยู่นะ สวยเชียว : )

ได้เวลาเดินต่อ ต่อไปจะเดินผ่านเส้นทางน้ำ และทางก็เริ่มชันขึ้นนิดนึงแล้วนะ ใครพกไม้มาก็จะเดินง่ายขึ้น หรือจะหาเอาแถวนั้นก็ได้เหมือนกัน ระหว่างทางเราก็เดินชมสมุนไพรไปเรื่อยๆ ที่นี่มีสมุนไพรเยอะ และยังคงอุดมสมบูรณ์มากๆ

ตัดภาพมาที่ยอดเขา มาไวเหมือนโกหก (ใช่แหละ เราโกหก! 555) เราถึงเจดีย์องค์ขาว-องค์ดำแล้ว! เจดีย์คู่นี้ถือเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ 

จากการปราบปรามกบฎในสมัยรัชกาลที่ ๓ คนที่นี่มักเรียกเจดีย์คู่นี้ว่า เจดีย์สองพี่น้อง เนื่องจากถูกสร้างขึ้นโดยพี่น้องร่วมมารดาตระกูลบุนนาค ในรัชสมัยเดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลากัน ทั้งสองเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อด้วยอิฐฉาบปูน มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นอดีตศาลาเก๋งจีนคั่นกลางระหว่าง

“เจดีย์องค์ดำ” ถือเป็นเจดีย์องค์พี่ สร้างโดยเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)

“เจดีย์องค์ขาว” สร้างขึ้นมาทีหลังราวๆ 6-7 ปี โดยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัด บุนนาค)

พักชมวิวกันเล็กน้อย ตากลมให้หายเหนื่อย

นั่งสักพัก เก็บภาพจนหนำใจ ก็ได้เวลาเดินลง แนะนำให้พกไม้มาด้วยนะ จะเดินง่ายขึ้นมากๆ เลย

เดินมาไม่นานก็ถึงป้อมปราการหมายเลข ๖ เป็นป้อมปราการที่สูงที่สุด มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ให้เห็น และยังตั้งอยู่บนพิกัดที่ดีที่สุดในเขาลูกนี้ แน่นอนว่าจากจุดนี้ ระยะยิงปืนใหญ่ก็ไกลที่สุดเช่นกัน

เราขอข้ามมาที่ป้อมปราการหมายเลข ๔ เลยนะ ป้อมนี้มีขนาดค่อนข้างเล็ก เล็กกว่าป้อมหมายเลข ๖ ราวๆ 2 เท่า เราใช้เป็นที่แวะพักแล้วเดินต่อ

เห็นบันไดทางลงแล้วก็ท้อนิดนึงเพราะเริ่มเหนื่อย TT แต่ในที่สุดก็เดินลงมาได้สักที สำหรับคนไม่ออกกำลังกายเท่าไหร่นักอย่างเรา ระยะทางแบบนี้ถือว่ายังพอไหว สำหรับคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนี่บอกเลยว่าสบายมาก ขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วลงมาแบบนี้ ถือเป็นชัยชนะของวันที่ดีเหมือนกัน : )

พักจากเขา มาดูเราบ้าง! #ผิด มาชมอารยธรรมบนภาคพื้นดินกันบ้าง : ) แบอีพาเรามาดูกำแพงเมืองเก่า ตั้งแต่สมัยเจ้าเมืองสงขลา “สุลต่านสุไลมาน” กำแพงเมืองที่ยังอยู่มีความยาวกว่า 100 เมตร มีความแข็งแรงและมีขนาดใหญ่มากทีเดียว ที่สำคัญยังค่อนข้างสมบูรณ์อยู่มากเมื่อเทียบกับสถานที่ในประวัติศาสตร์อื่นๆ 

สุดกำแพงจะเป็นป้อมปราการหมายเลข ๑ สามารถเดินขึ้นกำแพงไปชมกันได้ เมืองสิงหนคร หรือสิงขรนครแห่งนี้มีป้อมปราการที่ปรากฎอยู่ราว 13 ป้อม ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปตามพื้นที่และการใช้งาน

มองจากป้อมปราการนี้ไป จะเห็นยอดเขาลิบๆ ด้วยจุดสูงที่สุดนั้นคือยอดเขาแดงที่เราไปมาไงเธอ!

ถัดมาไม่ไกล จะเจอป้อมปราการหมายเลข ๙  ป้อมนี้มีความแตกต่างจากป้อมอื่นๆ เห็นได้จากโครงสร้างที่มีส่วนค้ำยันยื่นออกมาด้วย  คนที่นี่สันนิษฐานกันว่าเป็นสไตล์อังกฤษ (แต่ทางเราไม่แน่ใจจริงๆ..) นอกจากมีช่องสำหรับยิงปืนใหญ่ ช่องเล็กๆ ที่เห็นนั้นยังมีไว้สำหรับราดน้ำร้อนลงมาในกรณีที่ถูกบุกรุกด้วย เห็นในภาพแบบนี้อาจจะดูเล็ก แต่พอเข้าไปใกล้ๆ ไม่เล็กเลยนะ

ที่สิงหนครมีวัดที่อยู่ติดๆ กันทั้งหมด 3 วัด แต่ในวันนี้เราได้ไปมาเพียง 3 วัด แต่ก็ประทับใจมาก เพราะวัดมีความเก่าและมีความสวยงามที่น่าสนใจมากเลย

 

วัดแรกได้แก่ “วัดสุวรรณคีรี”

วัดนี้ คนที่นี่เรียกว่า “วัดออก” สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นวัดโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๑ หน้าวัดมีเจดีย์ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า คนที่นี่เล่าให้ฟังว่า มีความเชื่อกันว่า หินรอบๆ เจดีย์นี้สามารถงอกขึ้นมาได้เองโดยในภาพนี้ได้ถูกบูรณะเรียบร้อยแล้ว : ) 

ที่มาของชื่อวัดก็มาจากบ่อน้ำหน้าวัดนั่นเองเป็นบ่อน้ำกรุอิฐ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 เมตร คนที่นี่เรียกบ่อน้ำแห่งนี้ว่า “บ่อซับ” และเขียนชื่อวัดนี้ว่า “วัดบ่อซับ” ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น “วัดบ่อทรัพย์”

“บ่อซับ” เป็นบ่อน้ำจืดจากภูเขา ในอดีตเชื่อกันว่าน้ำจากบ่อซับสามารถใช้รักษาโรคได้

อาจจะเห็นว่าสูงนิดนึง แต่ขึ้นไปเถอะ มีอะไรน่าสนใจรออยู่นะ : )

เมื่อขึ้นมาถึงอุโบสถและเดินไปทางขวาจะพบกุฏิไม้โบราณที่เริ่มผุกร่อนไปตามวันและเวลา รวมถึงทางขึ้นไปชมศาลาเจ้าเขาและพระนอน รวมถึงองค์ประกอบน่าสนใจอื่นๆ ด้วย ที่นี่เป็นวัดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเช่นกัน

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงวัดที่สาม ทั้งสามวัดนี้สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้เลย (จริงๆ แล้วสามารถเดินต่อไปยังวัดภูผาเบิกได้ด้วยนะ) ปัจจุบันวัดนี้เป็นวัดร้าง

ที่นี่ประกอบไปด้วยโบสถ์มหาอุตม์ หมายถึงโบสถ์ที่มีประตูทางเข้าเพียงประตูเดียวด้านหลังปิดทึบ ด้านหน้าโบสถ์เป็นซุ้มประตูแบบจีนมีใบเสมาล้อมรอบ

ด้านหน้าของโบสถ์เป็นบัลลังก์ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่แค่บันไดขึ้นเท่านั้น ใต้บัลลังก์เชื่อกันว่าเคยมีพระจำนวนมากฝังอยู่ และยังมีความเชื่อกันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เคยมาประทับที่นี่อีกด้วย

 

วันนี้เรามาได้เพียง 3 วัดนี้เท่านั้น ใครเคยไปวัดภูผาเบิก มาเล่าให้ฟังบ้างนะ : )

จุดสุดท้ายวันนี้ เราแวะพักกันที่ “บ่อเก๋ง” โบราณสถานอายุกว่า 100 ปีแห่งนี้เคยเป็นซุ้มประตู และปราการรักษาด้านหน้าของเมืองสงขลาเก่า เนื่องจากในอดีต สงขลาถือเป็นเมืองท่าซึ่งเป็นทางผ่านของนานาประเทศ ที่นี่เคยถูกใช้เป็นด่านเติมน้ำจืด และเก็บส่วย ประกอบไปด้วยเชิงเทิน ใบเสมาที่มีช่องติดตั้งปืนใหญ่ อาคารที่พักของผู้รักษาป้อม ซุ้มประตูท่าน้ำที่มีหลังคาเก๋งแบบจีน และบ่อน้ำจืดที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แถมน้ำจืดในบ่อก็ไม่เคยหมด ยังคงใสสะอาด สามารถใช้ประโยชน์ได้จนถึงทุกวันนี้

ทริปนี้ ใครที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ต้องอินมากขนาดเราเองที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านนี้มายังอินเลย นอกจากจะเห็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว

 

ยังได้เรียนรู้วิธีคิดอันแสนจะรอบคอบ และงานฝีมือที่ปราณีตสุดๆ ของคนสมัยก่อน หลายอย่างเรานึกภาพไม่ออกเลยว่าสร้างได้ยังไง แต่พวกเค้าก็ทำกันได้ ภายใต้เทคโนโลยีอันจำกัด

 

แถมชาวหัวเขาก็น่ารัก เป็นมิตร และตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวมาก ประทับใจทริปนี้จริงๆ 

 

หากใครอยากตามมาเที่ยวบ้าง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่

คุณหนิง 089-898-4088

หรือที่ FB : Ecotourism Songkhla ได้เลย : )